การหามูลค่าพื้นฐาน Market Cap Coin ของ DeFi Platform

การหามูลค่าพื้นฐาน Market Cap Coin ของ DeFi Platform

Governance Token โดยทั่วไปแล้วนั้นคือ “หุ้นที่ไม่มีปันผล” แล้วเราจะหา Market Cap Coin ได้ยังไง จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือ DeFi Platform ต่างๆนั้นมักจะออกเหรียญของแพลตฟอร์มตัวเองออกมาโดยคุณสมบัติหลักของมันคือการที่มันสามารถนำเหรียญนี้ไปโหวตทิศทางของแพลตฟอร์มได้ โดยที่ทั่วไปแล้วการถือเหรียญนั้นไม่ได้แปลว่าเราจะได้ปันผลแต่อย่างใด แต่ Governance Token นั้นอาจจะมีการให้ผลตอบแทนเป็นอย่างอื่นจากแพลตฟอร์ม 

คำถามที่น่าสนใจคือโดยทั่วไปแล้ว ทฤษฏีที่ใช้ในการวัดมูลค่าที่ได้รับการยอมรับกันส่วนใหญ่ในการวัดมูลค่าของหุ้น ซึ่งหุ้นนั้นมีลักษณะการทำงานที่ถูกออกแบบมาให้เหมือนกันทั้งหมด เช่นหุ้น Apple หรือหุ้น Google จะมีพื้นฐานคล้ายๆกัน แต่กับ Cryptocurrency หรือแม้แต่ Token นั้นจริงๆเป็นหน่วยทางดิจิทัลในรูปแบบหนึ่ง ที่สามารถออกแบบการทำงานหรือคุณสมบัติได้อย่างอิสระ จึงทำให้ไม่มีทฤษฎีการวัดมูลค่าพื้นฐานอะไร ที่ถูกยอมรับว่าใช้งานได้กับ Cryptocurrency แต่ด้วยการที่แพลตฟอร์ม DeFi นั้นมีโครงสร้างคล้ายกับบริษัทหรือธุรกิจ จึงทำให้เกิดแนวคิดในการประเมินมูลค่าหลายๆแบบออกมาบ้างเหมือนกัน

เว็บไซต์ https://www.tokenterminal.com/terminal/markets/defi ที่เรานำมาทำบทความครั้งนี้ครับ

มารู้จัก P/E ratio และ P/S ratio คืออะไร

เราอาจจะคุ้นเคยกับค่า P/E ratio ในตลาดหุ้นซึ่งนั้นก็สามารถนำมาปรับใช้กันได้กับ DeFi เพราะว่าใน DeFi นั้นหากแพลตฟอร์มใดมีผลกำไร ก็จะถูกแจกกลับไปหานักลงทุนเช่นเดียวกัน โดยค่า P หรือ Price นั้นคือมูลค่า Fully-Diluted Market Cap (โดยคิดรวมมูลค่าของเหรียญทั้งหมดร่วมไปด้วย) ของ Governance Token ของแพลตฟอร์มนั้นๆ 

ซึ่งเราจะขอพูดถึงถึงค่า S ก่อนก็คือ Sale ซึ่งเราอาจจะพูดว่ามันคือยอดขายก็ได้ในรูปแบบหนึ่งซึ่งคือรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้น ที่รวมทั้งฝั่งของ Liquidity Provider, Lenders และตัวแพลตฟอร์มซึ่งรายได้ตรงนี้จะเป็นรายได้รวมที่อาจจะให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญหรือไม่ก็ได้

ส่วนค่า E ย่อมาจาก Earning คือรายได้ของแพลตฟอร์ม ซึ่งอาจจะถูกเก็บเป็นเงินทุนสำรอง (Treasury) หรือกระจายกลับไปเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญ เช่น ให้ปันผลหรือทำการ Buy Back Burn เหรียญมาเผาทิ้งเพื่อลด Supply ซึ่งรายได้ตรงนี้อาจมาจากค่าธรรมเนียมการเทรด หรือดอกเบี้ยที่จะเข้าตัวแพลตฟอร์ม ทั้งหมดขึ้นกับโมเดลของแพลตฟอร์มที่เป็นตัวกำหนดที่มาของ P/E ratio นี้

มาถึงตรงนี้อาจยังไม่เห็นภาพหรือความต่างของ P/E, P/S ratio มากนัก ดังนั้นมาลองดูตัวอย่างกัน โดยจะมาเปรียบเทียบด้วยแพลตฟอร์ม 3 รูปแบบ

แพลตฟอร์มที่จ่ายผลกำไรทั้งหมดแค่ฝั่งของผู้เพิ่มสภาพคล่องเท่านั้น

โดยแพลตฟอร์มอย่าง Uniswap นั้นเก็บค่าธรรมเนียม 0.3% โดย รายได้จากค่าธรรมเนียมทั้งหมดจะเข้าไปเป็นปันผลให้ผู้เพิ่มสภาพคล่อง (Liquidity Provider) ซึ่งก็คือผู้ใช้งาน (User) เท่านั้นโดยไม่มีปันผลรายได้กลับเข้าสู่แพลตฟอร์มเลย เพราะฉะนั้น Uniswap จึงมีแค่ P/S ratio เท่านั้น โดยตอนนี้ Uniswap จะมี P/S ratio อยู่ที่ 22.86X (ขณะทำบทความ Marketcap/ค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ใน 1 ปี)

แพลตฟอร์มที่จ่ายผลกำไรทั้งหมดแค่ฝั่งของแพลตฟอร์มเท่านั้น

แพลตฟอร์มอย่าง MakerDAO แพลตฟอร์มประเภทนี้ การจ่ายผลกำไรทั้งหมดนั้น จะถูกจ่ายเข้าแพลตฟอร์ม และกระจายผลประโยชน์ให้ผู้ถือเหรียญ MKR ในรูปแบบการ Buy back burn เหรียญ MKR มาเผาทิ้ง ดังนั้น MKR จึงจะมี P/E และ P/S ratio ที่เท่ากัน ตอนนี้ MakerDAO จะมี P/E และ P/S เท่ากันอยู่ที่ 91.96X ( ขณะทำบทความ Marketcap/ค่าธรรมเนียมที่จะเก็บได้ใน 1 ปี)

แพลตฟอร์มที่จ่ายผลกำไรทั้ง 2 ฝั่ง

ใน PancakeSwap นั้นจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 0.25% ซึ่งในจุดนี้จะถูกคำนวนออกมาเป็น P/S อยู่ที่ 7.63X (ขณะทำบทความ Marketcap/ค่าธรรมเนียมที่จะเก็บได้ใน 1 ปี) แต่อย่างไรก็ตามจากค่าธรรมเนียม 0.25% นั้นจะถูกจ่ายให้กับ Liquidity Providor อยู่ที่ 0.17% ที่เหลือนั้นจะถูกเอาไป Buy back เหรียญ Cake 0.05% และอีก 0.03% นั้นจะถูกเก็บเป็น Treasury โดย 0.08% นี่คือส่วนที่ถูกคิดเป็น P/E เพราะมันเป็นผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญอยูที่ 23.85X (ขณะทำบทความ Marketcap/ค่าธรรมเนียมที่จะเก็บได้ใน 1 ปีโดย Benefit แก่ผู้ถือเหรียญ)

เราควรจะสนใจ P/E และ P/S แค่ไหน?

หลักการของ P/E และ P/S นั้นอาจจะสามารถใช้ประเมินมูลค่าในทางพื้นฐานได้ โดยค่า P/S และ P/E เป็นการนำอัตราคืนทุนมาเปรียบเทียบซึ่งถ้าตัวเลขต่ำแปลว่าแพลทฟอร์มนั้นมีรายได้มากเมื่อเทียบกับมูลค่าของ Governance Token แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเหรียญที่มี P/E และ P/S ต่ำจะต้องมีราคาขึ้นในระยะยาวเสมอไป กรณีตัวอย่างที่เราสามารถเห็นได้ชัดในโลกความเป็นจริงเช่นหุ้น Tesla ที่มี P/E สูงก็ยังได้รับความนิยมและมีการซื้อขายที่มาก

สาเหตุหนึ่งคือการที่ Tesla นั้นเป็นผู้นำทางเทคโนโลยี ซึ่งถ้าเราลองเหรียบเทียบกับตลาด DeFi ก็เหมือน Sushiswap ที่มี Utility ค่อนข้างหลากหลายและมีค่า P/E ที่น้อย แต่เมื่อเทียบกับ Uniswap แล้วตัวเหรียญ Uni ที่มี Utility น้อยกว่า P/E มากกว่า กลับมีมูลค่าตลาด (Marketcap) ที่มากกว่าและเป็นที่พูดถึงมากกว่า เหตุผลส่วนหนึ่งคือ Uniswap นั้นเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและเป็นต้นแบบของระบบ AMM ของ DEX ทั่วโลก จึงทำให้ได้รับความสนใจมากกว่า

P/E นั้นมีผลมากแค่ไหน?

อย่างที่ได้อธิบายไปในขั้นต้นว่าค่า P/E นั้นเป็นรายได้จากแพลทฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญ แต่ลักษณของการผลตอบแทนก็จะแตกต่างกันไปเช่น

  • Pancake Swap ตัดค่า Fee ส่วนหนึ่งไป Burn เหรียญโดยตรง
  • SushiSwap ต้องเอาเหรียญ Sushi ไป Stake จึงจะรับค่า Fee ได้ส่วนหนึ่ง
  • Compound เก็บเป็น Treasury เพื่อให้ผู้ถือเหรียญโหวต

เราจะเห็นว่าลักษณะของ P/E ในแต่ละแพลตฟอร์มนั้นแตกต่างกันไป การพิจารณา P/E จึงไม่สามารถพิจารณาจากตัวเลขได้อย่างเดียวแต่ต้องคำนึงถึงวิธีการที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือเหรียญด้วย นอกจากนี้เรายังต้องดูในส่วนของโครงสร้างเหรียญ(Tokenomic) เช่น PancakeSwap ที่จะมีการสร้างเหรียญ Cake ขึ้นมาใหม่ทุกวันอยู่เรื่อยๆและไม่มีจำกัด

Liquidity turnover ratio (LTR)

ค่า LTR นั้นเป็นอัตราส่วนระหว่างปริมาณการซื้อขายหรือ Liquidity เทียบกับ TVL ของแพลทฟอร์มนั้นๆโดยจุดประสงค์เพื่อดูว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ มีการนำเงินที่ถูกล็อคเอาไว้ในแพลทฟอร์มมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ซึงถ้าเราคำนึงในจุดนี้แล้ว Uniswap นั้นสมควรจะมี LTR ที่มากจากการที่ระบบ AMM ใน Uniswap V3 สร้างมาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดจาก Liquidity แต่กลายเป็นว่า SushiSwap นั้นกลับทำผลงานได้ดีกว่าซึ่งอาจจะเป็นเพราะ SushiSwap นั้นมีการขยายแพลตฟอร์มไปยังบล็อกเชนฝั่ง BSC และ Matic

ทำการแยกประเภทและพิจารณาตัวแปรที่เป็นจุดเด่น

หลักการ P/E และ P/S นั้นเป็นหลักแนวคิดนึงซึ่งถ้าเราสังเกตุดูเราจะพบว่า โครงการประเภท Dex นั้นจะมี P/S และ P/S ที่สูงกว่า Lending อยู่พอสมควรซึ่งในแง่หนึ่งเราอาจจะบอกได้ว่า DEX นั้นเป็นธุรกิจที่มีการใช้งานมากกว่า Lending ก็ได้

แต่อย่างไรก็ตามระบบ Lending ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นของวงการ DeFi เพราะฉะนั้นเราจึงอาจจะมองหาตัวแปรอื่นๆที่เกี่ยวข้องเช่น ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบ(TVL) รวมไปถึงดูปริมาณเงินกู้ (Borrow Volume) เทียบกับปริมาณเงินฝาก (Supply Volume) หรือในกรณีของ Balancer ที่สามารถเป็น Dex ในตัวเองได้ก็จริงแต่จุดเด่นคือ Portfolio Management เราจึงอาจจะต้องดูที่ TVL เทียบกับมูลค่าตลาด (Marketcap) มากกว่าที่จะดูแค่รายได้ (Revenue) นอกจากนี้เราอาจจะแบ่งแยกย่อยในประเภทของ DeFi ในเชิงลึกได้อีก เนื่องจากแต่ละโครงการนั้นมีลักษณะเฉพาะตัวที่เป็นจุดเด่น เช่น

  • Stablecoin Swap (Curve, Ellipsis, Dopple)
  • Dex Aggregator (Warden, 1Inch)
  • Leverage Yield Farming (Alpha, Alpaca)
  • Yield Aggregator (Autofarm, Beefy, Belt, Bunny)
Token Metric และ Fully-Dilute MarketCap

สำหรับบางแพลตฟอร์มเหรียญไม่ได้ถูกจำกัดปริมาณ(Fix Supply) เอาไว้ เช่น PancakeSwap ที่มีการสร้างเหรียญ Cake ออกมาได้ตลอด หรือบางแพลตฟอร์มจะมีเหรียญในส่วนที่ถูก Lock และยังไม่ปลดอีกด้วยซึ่งเป็นอีก 1 กรณีที่เราควรนำมาพิจารณาถึง Supply ของเหรียญและการผลิต ถึงแพลตฟอร์มจะดูดีมีมูลค่ามากแค่ไหน ถ้าเหรียญถูกปลดไวหรือแม้แต่ถูกเสกออกมาได้มากราคาของเหรียญก็สามารถตกลงได้เรื่อยๆ เช่นกัน

ตัวอย่างที่ค่อนข้างเห็นได้ชัดเจนคือ Curve นั้นเป็นโครงการที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงแต่มีการผลิตเหรียญ CRV ที่ค่อนข้างมากทำให้ราคาเหรียญในระยะยาวกู่ไม่ค่อยกลับเท่าไหร่ แม้จะเป็นช่วงตลาดขาขึ้น (Bullrun) ของ DeFi ก็ตาม หรือในกรณีของ Compound Finance ที่ในช่วงแรกมีเหรียญน้อยมากๆทำให้ราคามันสูงมากชั่วขณะ

Community อีกส่วนที่ต้องนำมาพิจารณา

จริงๆโดยส่วนตัวถ้าเราพูดถึงการพิจารณาการลงทุนในโลก Crypto กระแสนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาลงทุนในโครงการใดซักโครงการหนึ่งในระยะสั้นและในระยะยาว เพราะในตลาดนี้เป็นตลาดที่มีเหตุผลน้อยกกว่าตลาดอื่นๆ

การพิจารณากระแสคร่าวๆเราอาจจะพิจารณาจากการพูดถึงในสื่อต่างๆ Google Trend จำนวนการ Follow ใน Social Media อย่าง Twitter ซึ่งมีหลายเว็บที่ให้บริการในส่วนข้อมูลของ social score เช่น Coinmarket Lunarcrush หรือ dappradar รวมไปถึงความน่าเชื่อถือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโปรเจค

อย่างไรก็ตามตัวเลขที่เอ่ยไปด้านต้นนั้นเป็นตัวเลขที่โครงการทั้งหลายนั้นสามารถจ้างสื่อหรือทำโครงการแจก Airdrop เพื่อปั้มยอดได้ หากเราจะพิจารณาถึงคุณภาพโครงการจริงๆนั้นเราควรไปดูในส่วนของ Medium ในบทความที่ไม่ใช่การโฆษณาว่ามีคนอ่านมากแค่ไหน เพราะมันเป็นการสื่อถือความสนใจของคนที่สนใจการทำงานโครงการจริงๆ

หรือจะเป็นส่วนที่อาจจะไม่สามารถวัดได้ด้วยตัวเลขอย่างเดียวในส่วนของ Community ซึ่งเราต้องตรวจสอบเอาเอง เช่นอย่างใน Telegram ว่ามีการพูดคุยมากแค่ไหน และลักษณะของการพูดคุยนั้นเป็นไปในทางของการพูดถึงโครงการการทำงานหรือเน้นไปที่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

เพราะถ้าคอมมูนิตี้ใดก็ตามที่ผู้ที่สนใจโครงการนั้นสนใจแต่เรื่องราคาเพียงอย่างเดียวนั้นเท่ากับว่าผู้คนที่ถือเหรียญนั้นไม่ได้มีความสนใจว่าโครงการจะทำอะไรได้หรือมีคุณค่าอะไรไปมากกว่าราคานั่นทำให้ผู้ถือเหรียญพร้อมที่จะเทเหรียญทิ้งอย่างไม่ใยดี

สรุป

เนื่องจาก DeFi นั้นเป็นแพลตฟอร์มที่มีลักษณะคล้ายธุรกิจทำให้เราพอจะใช้ตัวเลขและทฤษฎีต่างๆมาประเมินมูลค่ามันได้ แต่อย่าลืมว่ามันเป็นเพียงแนวคิดที่ถูกใช้ในการประกอบการตัดสินใจเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะตลาดหรือผู้คนล้วนไม่ได้ดำเนินไปอย่างมีเหตุผลเสมอไป โดยเฉพาะตลาดเสรีอย่างตลาด Crypto เราอาจจะได้เห็นสภาพตลาดที่ไม่ได้เป็นไปตามเหตุผลบ่อยๆ

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Bitcoin Addict

📌 Crypto Yiled Farm และสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆภายในเว็บไซต์

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยส่วนไหนจะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหรือบทความที่ลงมีข้อผิดพลาด รบกวนเพื่อนๆสามารถเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page มือใหม่ฟาร์มเหรียญ กันครับ จะ Inbox หรือ หน้าเพจก็สะดวกครับ

ขอชี้แจงว่า!!! บทความที่ทำขึ้นนั้นไม่ใช่การชี้นำการลงทุนและชักจูง ทางเว็บไซต์ทำมาเพื่อให้เรียนรู้วิธีการ มุมมอง พยายามทำออกมาให้ได้ความรู้และความปลอดภัยให้มากที่สุด