defi คือ อะไร

defi คืออะไร

Decentralized Finance หรือ DeFi คือแนวคิดทางการเงินแบบใหม่ที่อาศัย Blockchain มาทำหน้าที่บันทึกและดำเนินธุรกรรมแทนตัวกลางอย่างสถาบันการเงิน ธนาคาร โดย DeFi farming เริ่มจากการรวมตัวกันของ Ethereum Developer ในโปรเจกต์ต่างๆ

จากที่ผ่านมานั้นมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว มีโครงการ DeFi เกิดขึ้นมากมาย ที่เป็นกระแสจำนวนมาก และบางโครงการก็เป็น scam มีคนโดนหลอกลวงและเกิดความเสียหาย ทาง คริปโตเคอเรนซี่ จึงพยามทำบทความให้ออกมาปลอดภัยต่อผู้ที่เข้ามาศีกษาให้มากที่สุด 

จุดสำคัญของโครงการ DeFi Farming ต่างๆจึงอยู่ที่ความน่าเชื่อถือ การทำงานอย่างถูกต้อง และความปลอดภัยของ smart contract ซึ่งแตกต่างจากบริการทางการเงินรูปแบบดั้งเดิมที่ความสำคัญจะอยู่ที่ผู้ให้บริการอย่างสถาบันการเงิน ธนาคาร ที่เราเชื่อใจให้เป็นคนกลาง

Defi เกิดมาเพื่ออะไร

ขยายความเข้าใจ DeFi คือ อะไรในระบบการเงินให้มากขึ้น หากลองย้อนไปดูอุตสาหกรรมการเงินในปัจจุบัน นั้นเกิดขึ้นมาจากอะไร ระบบการเงินนั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดมาพร้อมโลก แต่เพิ่งเกิดระบบนี้มาในช่วงหลายพันปีนี้เอง

สมัยเริ่มต้นมนุษย์ไม่ได้ใช้เงิน แต่มีระบบการแลกเปลี่ยนสิ่งของและบริการ เช่น เปลือกหอย โลหะมีค่า ซึ่งเมื่อสังคมของมนุษย์มีการพัฒนามากขึ้น ระบบเศรษฐกิจก็เริ่มเปลี่ยนไป จึงได้เกิดระบบสกุลเงินขึ้นมาแทนที่ ทำให้สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง  ๆ กันได้ง่ายขึ้น สกุลเงินส่งผลให้มีนวัตกรรมใหม่ ๆ โลกก็พัฒนารวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การพัฒนานั้นก็ไต้องแลกมากับอะไรบางอย่าง

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน หน่วยงานที่มีอำนาจอย่างรัฐบาล ทำการสร้างสกุลเงินที่เป็นตัวกำหนดระบบเศรษฐกิจของประเทศ ธนาคารกลางและสถาบันต่าง ๆ ถูกกฎหมายควบคุมให้บริหารและออกจำนวนเงินหรือ Supply ในระบบเศรษฐกิจภายในประเทศตามนโยบายของรัฐ

เมื่อเวลาผ่านไปขนาดของเศรษฐกิจก็ขยายเพิ่มขึ้น จนทำให้หน่วยงานเหล่านี้มีอำนาจมากขึ้น ในขณะที่ประชาชนผู้คนก็ไว้วางใจพวกเขามากขึ้น

พวกเราเชื่อใจให้รัฐบาลบริหารการพิมพ์เงินหรือไม่พิมพ์ออกมาในระบบ พวกเราเชื่อใจธนาคารของเราให้เก็บเงินเราอย่างปลอดภัยพร้อมเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนเงินกับคนอื่นๆ และพวกเราก็เชื่อใจผู้ให้คำแนะนำด้านการเงินของเราเวลาที่เราต้องการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆอีก

การที่เรายกอำนาจในการควบคุมเงินของเราเองให้กับคนอื่น เราก็คาดหวังที่จะทำกำไรจากมัน แต่ความจริงนั้นมันโหดร้ายกับระบบการเงินในปัจจุบันก็คือ การมอบอำนาจและความเชื่อใจก็ใช่ว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดีเสมอไป

โดยที่เราแทบจะไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า องค์กรที่ดูแลจัดการเรื่องการลงทุนของเรา รัฐบาลหรือธนาคารนั้นจัดการระบบการเงินอย่างไร ซึ่งโดยส่วนมากแล้ว นักลงทุนหรือประชาชนมักจะได้ผลตอบแทนกลับมานิดหน่อยจากความเสี่ยง ที่ให้อำนาจแก่คนอื่น

DeFi ต้องสร้างบางอย่างที่ต่างออกไปจากระบบเดิม

DeFi ต้องสร้างบางอย่างที่ต่างออกไปจากระบบเดิม

Decentralized Finance ต้องการสร้างระบบการเงินที่แตกต่างออกไป ซึ่งเปิดกว้างให้กับทุก ๆ คน พร้อมทั้งทำให้ผู้ที่ใช้งานไม่ต้องเชื่อใจองค์กรที่มีอำนาจหรือธนาคาร แค่เชื่อใจใน Smart Contract

โดยได้นำเทคโนโลยีต่าง ๆ อย่าง อินเทอร์เน็ต, Cryptography (การเข้ารหัส) และ Blockchain เป็นเครื่องมือที่เมื่อนำมารวมกันแล้ว สามารถสร้างระบบการเงินที่ไม่ต้องมีองค์กรแบบเก่า

มักใช้คำพูดในวงการ Blockchain บ่อย ๆ ว่า ‘ไม่จำเป็นต้องเชื่อใจหรอก แต่ไปพิสูจน์สิ’ เพราะว่าในเครือข่ายของ Blockchain นั้น ทุก ๆ คนสามารถทำการยืนยันหรือพิสูจน์ทุก ๆ ธุรกรรมที่เกิดขึ้นใน Blockchain ได้นั่นเอง ด้วยวิธีนี้ทำให้เกิดความโปร่งใสในระบบ แตกต่างจากระบบเก่าที่มีองค์กรมาดูแล ในกรณีนั้นเราจะไม่สามารถตรวจสอบได้ เว้นแต่เฉพาะสิ่งที่องค์กรเหล่านั้นเปิดให้ดูเท่านั้นเอง

รากฐานของ DeFi คือมาจากอะไร

ถ้ามุมมองในแง่การโอนเงิน Bitcoin ก็เป็น DeFi ประเภทหนึ่งคือสามารถสร้างระบบ สร้างมูลค่าแก่เหรียญ มีความปลอดภัย อีกทั้งยังสามารถโอนสินทรัพย์แบบไร้ตัวกลางได้ แต่ Bitcoin นั้นเป็นเพียง Concept ของ DeFi สำหรับการทำธุรกรรมที่ไม่ต้องมีตัวกลาง เพราะว่าในการใช้งานจริงมันยังมีข้อจำกัดมากมาย คือเราไม่สามารถเขียนคำสั่งธุรกรรมการเงินต่างๆ ที่ซับซ้อนลงไปใน Bitcoin ได้เลย

Ethereum จึงเกิดขึ้นด้วยแนวคิด Programable Money ด้วย Ethereum นั้นทำให้นักพัฒนาสามารถสร้างคำสั่งธุรกรรมที่ซับซ้อนในระบบการเงินลงไปได้ (หรือมากกว่านั้น) Ethereum กลายเป็นแพลตฟอร์มพื้นฐานที่ก่อให้เกิดแนวคิดของ Smart Contract ที่เป็นสัญญาอัจฉริยะที่ต้องทำงานอย่างถูกต้อง ก่อให้เกิด Application ที่ทำงานไร้ตัวกลางอย่าง Daap และต่อยอดไปยัง DeFi หลายๆโครงการที่เกิดขึ้นในตอนนี้

 

DeFi Blog

DeFi Ecosystem คือส่วนประกอบเครื่องจักรที่ไร้ตัวกลาง

Stablecoin และการสร้างสินทรัพย์แบบไร้ศูนย์กลาง

Stablecoin และการสร้างสินทรัพย์บน DeFi

ส่วนประกอบหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานของ DeFi ที่เป็นตัวจุดประกายกระแสนี้คือ MakerDAO แอปที่คนสามารถเอา ETH มาค้ำ 150% ของมูลค่าเพื่อสร้าง DAI (Stablecoin ที่มูลค่าเทียบเท่ากับ USD) ไปใช้ได้ โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยเมื่อเอา DAI มาคืนแลกกับ ETH ที่ค้ำไว้ การมาของ DAI ทำให้เกิดแนวคิดของการสร้าง Virtual Asset ที่รองรับด้วยสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีค่าคงที่

นั่นคือ เราสามารถสร้างสินทรัพย์เสมือนในรูปแบบดิจิทัลได้บนระบบ DeFi อย่าง Synthetix จึงนำแนวคิดนี้ไปใช้โดยใช้เหรียญ SNX ของตัวเองไปค้ำ (75%) เพื่อสร้างสินทรัพย์จำลองที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับโลกจริงได้ เช่น ดอลลาร์ ยูโร เยน ทอง เงิน หุ้น และอื่น ๆ

Security Token Framework สะพานแห่งโลกความจริงและโลกเสมือน

Security Token Framework สะพานแห่งโลกความจริงและโลกเสมือนบน DeFi

แม้ว่าเราจะสร้างสินทรัพย์เสมือนได้ แต่แน่นอนว่า ถ้าเราดูมูลค่าของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล มันคงไม่เพียงพอต่อสินทรัพย์ทั้งโลกใบนี้ นั่นทำให้มีคนสร้าง Framework ขึ้นมาเฉพาะสำหรับ Tokenize สินทรัพย์ที่เป็นหลักทรัพย์ เช่น หุ้น พันธบัตร สินทรัพย์พวกนี้ต้องมีหลักเกณฑ์จากหน่วยงานกำกับควบคุม ตัวอย่างเช่น Polymath ที่เป็น Platform สำหรับ การสร้าง Security Token

Oracle ฐานข้อมูลในโลก Decentralized

Oracle ฐานข้อมูลในโลก DeFi

เมื่อเราสร้างสินทรัพย์ขึ้นมาได้แล้วขั้นตอนต่อไปคือ การสั่งให้มันทำงานอย่างอัตโนมัติด้วย Smart Contract ซึ่งจุดนี้เอง Oracle หรือ Platform ที่เป็นตัวเชื่อมข้อมูลบนโลกจริงกับโลกดิจิทัล Oracle นั้นเป็นเหมือนฐานข้องมูลในโลก Decentralized ที่จะรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง ตัวอย่างเช่น Price Feed ของ คริปโตเคอเรนซี่, หุ้น, ที่ดิน เพราะหาก Defi หรือ Dapp ใดที่แม้จะเขียน Smart Contract อย่างถูกต้องแต่ข้อมูลที่เลือกใช้นั้นเป็นข้อมูลที่ผิดก็อาจทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย ๆ ตัวอย่าง Oracle เช่น Band Protocol , Chainlink

Decentralized Exchange ตลาดแลกเปลี่ยนไร้ตัวกลาง

DeFi Exchange ตลาดแลกเปลี่ยนไร้ตัวกลาง

ตลาดแบบไร้ตัวกลางที่ใช้แลกเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญ เพราะมันคือ Protocol หรือตลาดที่จะสามารถแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ทุกสิ่งทุกอย่างแบบไร้ตัวกลาง มันมีชื่อว่า Decentralized Exchange หรือ DEX ปกติแล้วเราใช้ เว็บเทรดคริปโต ทั่วไป ระบบเหล่านั้นจะทำงานอยู่บน Server Client ที่มีผู้ดูแลเป็นตัวกลางตัวหนึ่ง

แต่กลับกันแนวคิดของ Decentralized Exchange นั้นมันจะทำงานอยู่บน Blockchain การแลกเปลี่ยนจะเกิดขึ้นบน Blockchain จริง ๆ ทำให้ในแง่ความปลอดภัย Decentralized Exchange นั้นความปลอดภัยต่อการใช้งานอย่างมาก เพราะผู้ใช้งานต้องเป็นคนคุม Private key ด้วยตัวเอง ตัวอย่าง Dex เช่น Uniswap, Pancakeswap, Kulap

Liquidity pool การเพิ่มสภาพคล่องแก่ตลาด

Liquidity pool การเพิ่มสภาพคล่องแก่ตลาด DeFi

ปัญหาที่มีมาตลอดในโลก DeFi คือการขาดสภาพคล่อง เมื่อเทียบกันแล้วปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลส่วนใหญ่ยังอยู่กับตัวกลาง จึงเกิดแนวคิดของ Liquidity Pool ที่สามารถทำ Liquidity Mining ได้ โดยหลักการคือการที่ผู้ใช้งานสามารถฝากสินทรัพย์เข้าไปใน Pool และรับค่าธรรมเนียมเมื่อ Pool นั้นถูกใช้งานโดยตรง เป็นการเพิ่มแรงจูงใจให้คนทั่วไปเพิ่มสภาพคล่องแก่ตลาดในโลก DeFi ได้ ตัวอย่าง Liquidity Pool เช่น Balancer, Uniswap

ความเสี่ยงของ Decentralized Finance คืออะไร

ในระบบที่ไร้ตัวกลางอย่าง Decentralized Finance ถึงแม้เราสามารถดึงความเสี่ยงของคนกลางออกไปได้ ในกรณีที่คนกลางนั้นต้องการจะโกงเงิน และแม้ว่าโปรแกรมจะทำงานอย่างถูกต้องผ่าน Smart Contract แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าโปรแกรมที่เขียนมา จะไม่มีช่องโหว่เกิดขึ้น มีกรณีมากมายที่ Smart Contract นั้นมีช่องโหว่ต่าง ๆ ที่ถูกโจมตีบนโลกของ DeFi

หรือช่วงเดือนมีนาคมปี 2020 ที่ผ่านมา เกิดการ Crash ของสินทรัพย์กลุ่ม คริปโตเคอเรนซี่ ครั้งใหญ่ ส่งผลทำให้ราคา Cryptocurrency มากมายปรับตัวลดลง จึงเกิดหนี้เสียใน MakerDao สิ่งที่เกิดขึ้นคือสินทรัพย์ (Ethereum) ที่นำมาค้ำประกันนั้นเกิดการ Liquidate โดยปกติอัตราส่วนของสินทรัพย์ (Ethereum) จะมากกว่าเหรียญที่กู้ (Dai) เพื่อป้องกันการ Liquidate แต่เมื่อราคาสินทรัพย์ (Ethereum) ลดลงอย่างรวดเร็วทำให้เกิดการชำระบัญชี (Liquidate) และนำสินทรัพย์ (Ethereum) นั้นไปประมูลขาย เกิดช่องว่างให้คนสามารถประมูลสินทรัพย์ (Ethereum) จำนวนหนึ่งไปที่ราคา $0 ผลก็คือเกิดหนี้เสียราว 28 ล้านดอลลาร์ขึ้นมาในระบบ โดย MakerDao แก้ไขปัญหานี้ด้วยการสร้างเหรียญ MKR ขึ้นมาแล้วขายในจำนวนเทียบเท่ากับหนี้เสีย ซึ่งวิธีนี้คล้ายกับการที่เมื่อรัฐบาลก่อหนี้ก็สร้างพันธบัตรมารองรับหนี้หรือปล่อยให้กลายเป็นหนี้สาธารณะไป ซึ่งไม่ได้มีแค่ MakerDao เท่านั้น Balancer หรือ Dydx ก็เคยเกิดความเสียหายมาแล้ว

การเติบโตและอนาคตของ DeFi

ปัจจุบันมีมูลค่าสินทรัพย์ที่อยู่ในแพลตฟอร์ม DeFi หรือที่เรียกว่า Total Locked Value (TVL) มีมูลค่ามากถึง $178.34 พันล้านดอลลาร์แล้ว จุดเริ่มต้นที่ทำให้ DeFi เกิดเป็นกระแสคือแพลตฟอร์ม Compound ที่มีการให้ reward เพิ่มแรงจูงใจให้นักลงทุนในรูปแบบ governance token ของตัวเอง ทำให้มีหลายแพลตฟอร์มได้นำรูปแบบนี้ไปใช้ เช่น Sushiswap และประสบความสำเร็จจนทำให้มีผู้ใช้งานถล่มทลาย และกลายเป็นการจุดกระแสของ DeFi ขึ้นมา ปัจจุบันมีแพลตฟอร์ม ที่ประสบความสำเร็จมากมาย ไม่ว่าจะเป็น แพลตฟอร์มการให้กู้ยืมเงินที่มี TVL รวมๆแล้วสูงถึงระดับหมื่นล้านดอลลาร์ หรือแพลตฟอร์มที่ให้บริการต่างๆ ที่เติบโตตามปริมาณการใช้สินทรัพย์ในกลุ่มของ คริปโต ที่มากขึ้น

ถ้าเราสังเกตดี ๆ ทั้งการสร้างสินทรัพย์ Asset, การปล่อยกู้ Lend, การค้ำประกัน ทั้งหมดนี้เป็นธุรกรรมที่ถูกผูกขาดโดยธนาคารและสถาบันการเงินที่ต้องมีการขอใบอนุญาต รวมไปถึงค่าธรรมเนียม แต่มันสามารถเกิดขึ้นได้แล้วบนโลกของระบบ DeFi ถ้าเรามองในมุมแนวคิดทางเทคโนโลยี มันเป็นไปได้ว่า DeFi จะกลายเป็นธนาคารหรือระบบการเงินในอนาคตที่ทุกคนมีส่วนร่วมลงทุนและสร้างผลกำไรได้เอง

ที่มาบทความ: https://bitcoinaddict.org

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยส่วนไหนมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหรือบทความที่ลงมีข้อมูลผิดไม่ถูกต้อง อยากให้แก้ไขส่วนใด สามารถเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Group มือใหม่ฟาร์มเหรียญ กันครับ

🔥 ขอชี้แจงว่า!!! ทุกบทความที่เว็บไซต์ทำขึ้นนั้นไม่ใช่การชี้นำการลงทุนและชักจูง ทางเว็บไซต์ทำมาเพื่อเรียนรู้วิธีการ มุมมองของผู้เขียนเอง อาจมีข้อมูลที่ผิดพลาด เพื่อนๆจึงควรหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหลายๆแหล่ง แต่จะพยายามทำออกมาให้ได้ความรู้ ความปลอดภัยมากที่สุด ท้ายนี้ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ติดตามกันนะครับ