Bitcoin คืออะไร กลไกที่เข้าใจง่ายๆฉบับมือใหม่

Bitcoin คืออะไร กลไกที่เข้าใจง่ายๆฉบับมือใหม่

Bitcoin คือ อะไรกลไกการทำงานของ Bitcoin โดยที่พยายามเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค ซึ่งการทำความเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะถ้าคุณต้องการจะลงทุนในคริปโทเคอเรนซีในช่วงเวลานี้ เพราะถึงแม้ Bitcoin จะได้พิสูจน์ตัวเองมาตลอด 12 ปี ว่าด้วยภายใต้เทคโนโลยี Blockchain และเทคนิคการเข้ารหัสแบบ Cryptography ทำให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยมากเพียงพอจนไม่โดน Hack โดยระยะเวลา 12 ปี ก็ยังถือว่าน้อยเกินไปที่จะทำให้ทุกๆคนมั่นใจในตัวเทคโนโลยีของมัน ทำให้เวลาที่เกิดกระแสข่าวแง่ลบหรือว่ามีข่าวลือก็มักจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดและแตกตื่นกันกับข่าว

ฉะนั้นทางเดียวที่จะทำให้คุณสามารถตัดสินด้วยตัวเองว่า Bitcoin มันน่าเชื่อถือมากแค่ไหน ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่คุณจะต้องทำความเข้าใจ กลไกการทำงานของมัน แต่ปัญหาสำคัญก็คือกลไกที่อยู่เบื้องหลังที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยี แล้วก็สมการคณิตศาสตร์ที่ค่อนข้างซับซ้อน ทำให้มันก็เป็นอุปสรรคใหญ่ในการที่จะพยายามทำความเข้าใจมัน ผมจะมาอธิบายแก่นของกลไกการทำงานโดยหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิค หรือว่าสมการคณิตศาสตร์ซับซ้อน แต่รับรองว่าหลังจากที่คุณอ่านจบเนี่ยคุณจะได้เข้าใจและคลายข้อสงสัยหลายๆอย่างครับ 

สำหรับเนื้อหาในวันนี้ ผมจะเอามาจากคลิปวีดีโอ The Essence of How Bitcoin Works (Non-Technical) นะครับ ที่เขาได้ทำคลิปอธิบายกลไกการทำงานของ bitcoin โดยที่มีอนิเมชั่นประกอบที่เข้าใจค่อนข้างง่าย ผมก็เลยขอหยิบนำมาใช้ในวันนี้นะครับ 

ถ้าย้อนความไปในตัวของ Bitcoin เป็นเทคโนโลยีที่เราสามารถส่งเงินหากันได้ เปรียบเสมือนการหยิบเงินออกจากกระเป๋าตังค์ของเรา แล้วก็ยื่นให้กันตัวต่อตัว ซึ่งโดยปกติแล้วถ้ามันเป็นการโอนเงินผ่านแอปธนาคารทั่วไป มันจะต้องมีตัวกลางเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยเนื้อแท้ระหว่างเวลาเราส่งเงิน มันไม่ใช่เงินของเราที่วิ่งไปจริงนะครับ มันเป็นแค่การไปบอกธนาคารให้ปรับเปลี่ยนตัวเลขในบัญชีเฉยๆ ในกรณีนี้ที่ Bob ส่งเงินให้ Carol นะครับตัวเลขในบัญชีของ Bob ก็จะลดลงเท่ากับจำนวนที่เพิ่มขึ้นในบัญชีของ Carol นะครับ ซึ่งจริงๆแล้วตัวของ Bitcoin ก็ใช้ระบบบัญชีแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าตัวของมันได้ใช้เทคโนโลยี Blockchain และ Cryptography มาทำงานร่วมกัน จนทำให้เกิดระบบการตรวจสอบบัญชีที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นกับตัวกลางคนใดคนหนึ่ง

จุดประสงค์ของการมีผู้ตรวจสอบบัญชี หรือว่าตัวกลางที่คอยมาตรวจสอบธุรกรรมต่างๆ ก็มีไว้เพื่อให้ระบบมีความถูกต้องแม่นยำ แล้วก็ความปลอดภัย ความหมายก็คือมันเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการโจรกรรมเงินกันระหว่างทาง ซึ่งโดยปกติแล้วคนที่จะทำหน้าที่นี้ก็คือธนาคารที่มีการควบคุมดูแลจากแบงค์ชาติอีกที ทำให้ระบบที่มีศูนย์กลางมีความน่าเชื่อถือด้านความปลอดภัย ก็คือการมีธนาคารกลางเป็นผู้ควบคุมดูแลเนี่ย เขามีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินในระบบหรือว่านโยบายทางการเงินต่างๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแม้ระบบกลางจะสามารถป้องกันโจรจากภายนอกนั้นไม่ให้เอาเงินออกจากบัญชีได้ แต่ว่าหลายๆครั้งกับเป็นตัวกลางเสียงเอง ที่สามารถแก้ไขตัวเลขในบัญชีได้ 

Bitcoin จึงตั้งใจจะออกแบบมาให้ผู้ส่งคำสั่งหรือว่าเจ้าของบัญชีเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ในแก้ไขตัวเลขในบัญชี โจทย์สำคัญก็คือจะต้องออกแบบตัวกลางยังไงให้ป้องกันการโจรกรรมจากภายนอกได้  และไม่ให้เกิดการแก้ไขในระหว่างการทำงานของตัวระบบเอง Bitcoin จึงใช้วิธีการที่มี 2 ตัว เข้ามาช่วยก็คือ Blockchain กับการเข้ารหัสแบบ Cryptography นั่นเอง ซึ่งหน้าที่ของ 2 เทคโนโลยีเนี่ยตัวของ Blockchain มีบทบาททำให้ระบบ Decentralization หรือว่ากระจายอำนาจ ทำให้เกิดการกระจายของการเก็บข้อมูลเพื่อที่ว่าจะทำให้ผู้ดูแลระบบ ไม่มีอำนาจในการแก้ไขตัวเลขในบัญชีนะครับ ซึ่งจะต่างจากระบบ Centralization นั้นเอง 

ระบบการเข้ารหัสแบบ Cryptography จะใช้ในการยืนยันตัวตน จะทำให้ระบบปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมจากภายนอก คำถามคือมันทำได้ไง

ซึ่งในเวลาที่ใครก็ตามส่งคำสั่งเพื่อต้องการจะโอนเงิน ตามตัวอย่างถ้าต้องการโอนเงินก็ต้องกรอกข้อมูลต่างๆนะครับ ทั้งตัวเลขบัญชี จำนวนเงินที่จะส่ง กดยืนยันในการส่ง ก็คล้ายๆเวลาเราโอนเงินผ่าน Online payment ซึ่งหลังจากที่กดส่งไปแล้ว ข้อมูลก็จะวิ่งไปที่เครือข่ายของ Blockchain ซึ่งมีโหนดกระจายอยู่ทั่วโลก ที่นี้ปัญหาสำคัญก็คือ Blockchain จะรู้ได้ยังไงว่าคนที่ส่งเนี่ยเป็นผู้ส่งจริงๆ โดยระบบทั่วไปที่เราคุ้นเคยในธนาคารก็จะหาวิธีเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นผู้ส่งจริงๆ เช่นการตรวจสอบลายเซ็นเช็ค การให้กดรหัส ATM หรือว่าจะเป็นการให้กดรหัส otp ก็ตาม ผู้พัฒนา Bitcoin ก็มองว่าตรงนี้ในเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ระบบ Payment ยุ่งยาก

เพราะว่าระบบการตรวจสอบ Signature หรือว่าเอกลักษณ์ส่วนบุคคล มันง่ายเกินไปก็จะทำให้ระบบนี้ไม่ปลอดภัย คือประมาณว่าโดนขโมยเงินง่ายนั่นเอง จะทำให้ปลอดภัยในระบบก็ยุ่งยากเหลือเกิน สุดท้ายก็ต้องอาศัยตัวกลางอยู่ดี แล้วจะทำยังไงดีล่ะให้ระบบปลอดภัยมากเพียงพอโดยที่ไม่ต้องมีตัวกลาง ก็เรียกว่าน่าจะคิดกันอยู่หลายสิบปีนะ สุดท้ายเจอทางออกก็คือการนำเทคโนโลยีของ Cryptography เข้ามาใช้ 

Cryptography ก็คือการเข้ารหัส โดยที่เขาจะเอาข้อมูลการทำธุระกรรมต่างๆ ในที่นี้ก็คือของ Bob ตามตัวอย่าง เอาไปเข้ารหัสโดยใช้วิธีการที่ซับซ้อน จะได้รหัสมาที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย ซึ่งรหัสนี้แหละจะเป็นข้อมูลที่ส่งเข้าไปใน Blockchain ในระบบก็จะมีกำลังคอมพิวเตอร์มหาศาลที่พยายามแก้ไขรหัสนี้ ซึ่งสุดท้ายแล้วรหัสนี้ถูกแก้ไขได้ธุรกรรมก็จะเกิดขึ้น ด้วยหน้าที่ของ Bob เนี่ยเขาจะต้องถือกุญแจตัวนึงครับ หรือที่เราเรียกกันว่า Private Key นั้นเอง ตัวของ Private Key ที่จะเป็นกุญแจสำคัญในการใช้สร้าง signature ครับ เพื่อที่ระบบจะได้สามารถยืนยันได้ว่าตัวของบัญชีที่ต้องการแก้ไขตรงกับเจ้าของ Private Key ก็อย่างที่บอกว่า ปกติแล้วคนที่จะตรวจสอบบัญชีก็คือธนาคาร 

ส่วนในฝั่งของ Blockchain จะมีผู้คนมากมายช่วยกันตรวจสอบบัญชี มันก็เลยเป็นการกระจายอำนาจหรือว่า Decentralization นั้นเองครับ ตอนที่ Bob ส่งคำสั่งพร้อมกับเอกลักษณ์ เข้าไปในของข้อมูลของ Bob ก็จะถูกกระจายไปยังโหนดต่างๆของ Blockchain หากเป็นธนาคารข้อมูลบัญชีจะถูกเก็บไว้ที่เดียว แต่ว่า Blockchain กับกระจายข้อมูลบัญชีชุดเดียวกัน ไปเก็บไว้ทุกๆโหนดครับ มันก็เลยเป็นสาเหตุที่ทำให้ทุกคนเนี่ยสามารถตรวจสอบธุรกรรมของ bitcoin ตั้งแต่ธุรกรรมแรกที่ bitcoin กำเนิดขึ้นมา จนถึงปัจจุบัน นี้เป็นข้อมูลที่ทุกคนสามารถเข้าไปดูได้เนื่องจากว่า ทุกข้อมูลจะกระจายในโหนดต่างๆ แล้วก็เปิดเผยอย่างเสรีครับ ที่นี่แน่นอนว่าบางครั้งเนี่ยข้อมูลบัญชีในแต่ละโหนดอาจจะไม่ตรงกัน 

ซึ่งเขาก็จะใช้วิธีการโหวตว่า บัญชีไหนน่าจะเป็นบัญชีที่ถูกต้อง ซึ่งหลังจากที่มีการตรวจสอบธุรกรรมใหม่เกิดขึ้นเนี่ย ที่ใดที่หนึ่งในโหนดนั้นก็จะประกาศออกมาให้ทางระบบรู้ ว่าบัญชีนี้ถูกต้องแม่นยำ ในที่นี้ทุกๆหน่วยก็จะทำการ Update ให้ทุกบัญชีทุกโหนดนั้นตรงกันนะครับ ซึ่งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการโหวตของแต่ละบัญชีก็คือการแข่งขันกันระหว่างกำลังขุด ซึ่งกลไกเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นซ้ำๆไปเรื่อยๆนะครับ ให้ทุกๆโหนดจะมีการอัพเดทบัญชีให้ตรงกันตลอดเวลานั้นเองครับ 

คำถามคือทำไมการโหวตจะต้องใช้กำลังคอมพิวเตอร์ในการแข่งขันกัน เพื่อแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ทำไมไม่ใช้อย่างอื่นในการโหวต นั่นก็เป็นเพราะว่าบางครั้งถ้าเกิดว่าใช้เป็นระบบการยิงข้อมูลอะไรต่างๆ อาจทำให้โหนดใดโหนดหนึ่งสามารถโกงได้

ก็คือการยิงข้อมูลออกมาซ้ำๆหรือว่าการเกิดบัตรเลือกตั้งปลอมนั้นเอง แต่ว่าถ้าใช้วิธีการนี้ทางเดียวที่จะโกงได้ก็คือการที่คุณจะต้องมีกำลังคอมพิวเตอร์มากกว่ากำลังขุดที่อยู่ในระบบตอนนี้ครับ บอกได้เลยว่ามีเครื่องขุดนับล้านในกระจายอยู่ทั่วโลก มันก็เลยกลายเป็นว่ามันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีคนใดคนนึงอ่ะสามารถทำลาย Bitcoin ได้ครับ 

ทีนี้มันก็จะมีประเด็นหนึ่งที่ถูกเถียงกันครับว่า Quantum computer เนี่ยจะสามารถ Hack bitcoin ได้ จากที่คุณได้เห็นกลไกนี้แล้วจะได้เห็นความเป็นไปได้ว่า ถ้าเกิดว่า Quantum computer มาจริงๆเนี่ย เครื่องแรกที่ต่อเข้าระบบ Bitcoin จะต้องมีกำลังมหาศาลมากพอที่จะเอาชนะกำลังเครื่องขุดทั่วโลกของ Bitcoin นะครับ ปัญหาคือถ้าเกิดมันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเนี่ยเทคโนโลยีของ Quantum computer เนี่ยมันก็จะถูกแพร่กระจายไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสุดท้ายแล้วเทคโนโลยีของ Quantum computer ก็จะนำมาใช้ในการขุด Bitcoin คือพูดง่ายๆว่าทุกหน่วยก็จะใช้ Quantum computer เหมือนกันแล้วก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้เหมือนเดิมครับ  เพราะฉะนั้นก็ต้องมาดูว่าเมื่อถึงเวลานั้นมันจะเป็นอย่างไรครับ

คำถามต่อมาก็คือถ้าเกิดว่ามีโหนดที่โกงได้ทำการคำนวณแล้วก็บันทึกบัญชีไว้ล่วงหน้า จะทำให้ระบบยังคงทำงานต่อไปได้หรือเปล่า คำตอบก็คือไม่ได้ครับ เพราะว่าทุกๆระบบเครื่องขุดจะให้ถือบัญชีที่มีประวัติธุรกรรมตั้งแต่แรกเริ่มกำเนิด Bitcoin จนถึงปัจจุบัน บัญชีนั้นน่ะมีความยาวมากๆ ตอนที่ระบบตัดสินว่าข้อมูลบัญชีใดเป็นข้อมูลจริง ระบบว่าจะทำการเลือกบัญชีที่มีประวัติธุรกรรมยาวที่สุดนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นใครที่จะแอบเอารหัสมาถอดไว้ก่อน ก็ไม่สามารถโกงระบบได้ครับ 

เพราะฉะนั้นก็ตามที่ผมได้อธิบายไปครับ ว่าในการจะแก้ไขข้อมูลในระบบของ Bitcoin คือ ไม่มีทางลัดครับ ทางเดียวที่จะทำได้คือคุณต้องเป็นเจ้าของกำลังคอมพิวเตอร์มหาศาล มากกว่ากำลังของเครื่องขุดทั่วโลกรวมกัน ซึ่งสิ่งที่ผมพูดมากลไกเหล่านี้ก็เรียกว่า proof of work นั่นเอง ที่นี่แน่นอนว่าเพื่อเป็นแรงจูงใจให้คนมาขุด Bitcoin หรืออีกนัยหนึ่งก็คือมารักษาระบบ Decentralization ก็จะต้องมีผลตอบแทนให้คนที่เข้ามาขุด ซึ่งได้มาจากค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมต่างๆ รวมถึง Bitcoin ที่เกิดขึ้นใหม่ๆในแต่ละบล็อก โดยจะมีจำนวนลดลงเรื่อยๆทุกๆ 4 ปี พอถึงปี 2540 ก็จะไม่มี Bitcoin เกิดขึ้นมาอีกแล้ว 

สรุป

กลไกการทำงานของ Bitcoin คือ พยายามจะหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เทคนิคและสมการอันซับซ้อน ซึ่งตัวของ Bitcoin ก็เป็น Asset ตัวนึงที่ทำให้กาส่งข้ามมูลค่าหากัน เสมือนการหยิบเงินจากกระเป๋าตังค์ส่งให้แม่ค้าแบบตัวต่อตัว ซึ่งการที่จะตัดตัวกลางคือธนาคารออกไปเขาก็ใช้เทคโนโลยี 2 ตัวด้วยกันครับ ที่เข้ามาช่วยก็คือตัวของ Blockchain และ Cryptography นั่นเอง คือปกติแล้วข้อมูลทางบัญชีจะถูกเก็บไว้ที่เดียวที่ธนาคารครับ ซึ่งพอใช้ 2 เทคโนโลยีที่มีรวมกันก็สามารถทำให้จำลองระบบ Centralization ได้โดยที่ไม่ต้องมีตัวกลาง โดย Blockchain จะมีบทบาทในการกระจายที่เก็บของข้อมูล ซึ่งอำนาจการแก้ไขจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง 

ซึ่งตัวของ Cryptography หรือว่าระบบการเข้ารหัส ก็จะเข้ามาช่วยในการยืนยันตัวตนผู้ที่ส่งข้อมูล แล้วก็ช่วยปกปิดข้อมูลจากมิจฉาชีพหรือว่าผู้ไม่หวังดี ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นคือเราเกิดระบบการเงินที่ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้ แล้วก็มีความปลอดภัยมากเพียงพอให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บ Private Key ของตัวเองเอาไว้ได้ ก็จะไม่มีใครขโมยข้อมูลของเขาได้ เพราะแน่นอนว่ากลไกที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของ Bitcoin ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอีกมากมายถ้าพูดทั้งวันก็พูดไม่จบ จึงตั้งใจที่จะอธิบายแก่นของมันแบบเข้าใจง่ายเพื่อที่แก้ปัญหาคาใจของหลายๆคน แล้วก็จะเป็นจุดเริ่มต้นในการศึกษาให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ครับ 

เทรนนี้ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ของโลกในอนาคต จะเข้ามามีบทบาทกับชีวิตของทุกๆคนแน่นอน  ตอนนี้ถือว่าเป็นช่วงต้นของการพัฒนาเทคโนโลยีนั้นเอง จึงมีทั้งความเข้าใจถูกเข้าใจผิดต่างๆนานา ซึ่งบางครั้งผมก็อาจจะไม่ได้พูดถูก 100% จึงอยากให้ศึกษาเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้องจริงๆสำหรับตัวเพื่อนๆครับ

📌 10 Checklist เลือกฟาร์มให้ปลอดภัยจาก Flash loan และ rug pull
📌 Crypto Yiled Farm และสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆภายในเว็บไซต์

หากเพื่อนๆมีข้อสงสัยส่วนไหนจะพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลกันหรือบทความที่ลงมีข้อผิดพลาด รบกวนเพื่อนๆสามารถเข้ามาพูดคุยเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page มือใหม่ฟาร์มเหรียญ กันครับ จะ Inbox หรือ หน้าเพจก็สะดวกครับ

ขอชี้แจงว่า!!! บทความที่ทำขึ้นนั้นไม่ใช่การชี้นำการลงทุนและชักจูง ทางเว็บไซต์ทำมาเพื่อให้เรียนรู้วิธีการ มุมมอง พยายามทำออกมาให้ได้ความรู้และความปลอดภัยให้มากที่สุด